ในรถสีแดงคันนั้นที่ผมนั่ง โดย : โดย วิมล โคตรทุมมี

ในรถสีแดงคันนั้นที่ผมนั่ง
โดย วิมล โคตรทุมมี นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะศิลปศาสตร์ ม.อุบล

ผมนั่งอยู่ร้านขายของชำ ม้าหินอ่อนอีกตัวอยู่ข้าง มีหนุ่มสาวนั่งชิดกันอยู่ สองคนนี้น่าจะเป็นคู่รักกัน วันสุดสัปดาห์แบบนี้ นักศึกษาที่กลับบ้านคงมีไม่มากนัก ซึ่งผมเป็นหนึ่งในนั้น
ทุกครั้งที่กลับบ้าน ผมจะรู้สึกเหนื่อย และเพลีย เส้นทางที่ผมจะไปนั้นหลายกิโล ผมต้องผ่านตึก บ้านช่อง แม่น้ำ ต้นไม้ ความร้อน ควันรถ แต่ด้วยทางเลือกที่ไม่มี ต้องคิดเอาว่านี้คือการชมวิว
รถประจำทางมาแล้ว สีแดงของมันเป็นเอกลักษณ์ บริเวณด้านหน้าหลังคามีตัว ม ขนาดใหญ่ ต้นทางผมอยู่ที่หอพักนักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ปลายทางผมอยู่ที่สถานีขนส่งจังหวัดอุบลราชธานี ที่หมายสุดท้ายคือตีตั๋วรถโดยสารกลับจังหวัดนครพนม
ขึ้นรถไปแล้ว คู่รักสองคนนั้นนั่งตรงข้ามผม พวกเขาคุยกันเบาๆ ผมหยิบหูฟังพร้อมกับเปิดเพลงที่เข้ากับความรู้สึกที่สุด ‘จากมานานคิดถึงจังเลย หอมเจ้าเอยละอองท้องถิ่น อยากกลับไปแนบซบไอดิน บ้านรำพึงคิดถึงเสมอ’
รถหยุดที่หน้ามหาลัย กว่าจะไปได้ก็ตอนที่ผมฟังเพลงจบไปสองเพลง
ในรถมีสี่คนแล้ว นักเรียนชายตัวสูงยืนอยู่ท้ายรถ ผมมองนาฬิกาที่ข้อมือ เข็มสั้นชี้ที่เลขเก้า เข็มยาวชี้ที่เลขแปด รถหยุดอีกครั้ง ชายวัยรุ่นก้าวขึ้นรถ เขาใส่กางเกงยีนส์สีดำ เสื้อช็อปสีม่วงที่มีคราบน้ำมันเครื่องหรืออะไรซักอย่างติดอยู่ ผมเดาว่า เขาต้องทำงานร้านซ่อมรถซักแห่งในอำเภอวาริน
ผมนั่งหันหน้าไปทางทิศตะวันตก แดดยามสายส่องอย่างไม่ลดละ ที่นั่งฝั่งนี้มีผมคนเดียว ตรงข้ามมีคู่รักคนนั้น ท้ายรถมีหนุ่มสองคนยืนอยู่ รถเคลื่อนไปเรื่อยๆ และหยุดตรงไฟแดงที่สี่แยก ผมล้วงมือหายาดมในกระเป๋า รถที่จอดติดไฟแดงปล่อยควันแข่งกันอยู่ กลิ่นควันทำให้ผมจะเป็นลม ซ้ายมือตรงหน้าเป็นตลาดเจริญศรี ตอนนี้มันเงียบเหงา แต่ตอนเย็นที่นี้จะคึกคัก แถมมีร้านขายปลาหมึกย่างอร่อยอีกด้วย
ผ่านไฟแดงไปแล้วรถหยุดอีกครั้งตรงสะพานลอย นักเรียนหญิงหน้าตาน่ารัก สวมแว่นกลมใสสองคนเลือกนั่งฝั่งเดียวกับผม เธอสองคนคุยกันเรื่องนักร้องต่างประเทศโดยไม่มีท่าทีว่าจะหยุดง่ายๆ
เข้าตัวอำเภอวารินชำราบแล้ว รถเคลื่อนเป็นเส้นตรง ขณะนี้ในรถมีหกชีวิต หนุ่มนักเรียนท้ายรถหายไปแล้ว ไม่นานนักเมื่อรถผ่านร้านค้า ผ่านธนาคาร ก็หยุดพร้อมๆ กับชายหนุ่มหนังตาดีก้าวขึ้นรถ เขาเดินไปสุดท้ายของเบาะนั่ง ข้างๆ คู่รักคู่นั้น หน้าตาเขาไม่สู้ดีนัก ไม่สดชื่น และท่าทางงัวเงีย เขาถอดเสื้อแขนยาว เสื้อหูฟังเรียบร้อย คลุมหน้าด้วยเสื้อแขนยาว ทำท่าหลับไป
ขณะนี้เวลาสิบโมงหกนาที รถถึงตลาดวาริน ที่นี้ค่อนข้างคึกคัก รถต้องหยุดรอ ผมหันหลังมองไปที่ตลาด คุณยายหกคนยืนอยู่อีกฝั่งถนน ผมคิดว่าคุณยายทั้งหกจะมาขึ้นรถคันนี้
ของทุกอย่างถูกขนขึ้นรถหมดแล้ว ผมกับหนุ่มเสื้อช็อปยืนอยู่รินถนนรอคุณยายที่กำลังขึ้นรถ
“ยายสมได้หมอนจักใบละหนิ”
“ลูกชายข่อยสิมา ข่อยกะเอาไว้ให้มันอยู่ดอกจักสามสี่อัน”
“ข่อยคิดฮอดตอนนั้นเด้เนอะ บ่องนี่มันบ่ได้ใหญ่ปานนี้ ไทบ้านนี้ข่อยฮู้บ่ด คัมข่อยมาขายผ้าอยู่นี้หันเด้”
บทสนทนาของคุณยายบ่งบอกภาพในประวัติศาสตร์ของที่นี้ได้อย่างดี
ออกจากตัวเมืองวารินแล้ว รถเลี้ยวเข้าเมืองอุบล เร่งเคลื่อนไปได้ซักพักก็ต้องหยุดรถกะทันหัน ชายสูงอายุสองคนยืนคุยกันอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่สนามกีฬาต้านยาเสพติดเทศบาลเมืองวารินชำราบ ซึ่งอยู่เยื้องๆ กับองศาวาริน ตาสองคนนั้นแต่งตัวค่อนข้างดูดี หากย้อนไปซักสิบยี่สิบปี ตาทั้งสองคงเป็นหนุ่มที่ทันสมัยน่าดู ตาคนแรกขึ้นไปนั่งแล้ว อีกคนขึ้นไปอย่างช้าๆ ผมมอง ในมือของแกมีหนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับการเมืองในประเทศม้วนอยู่ แฟนผู้หญิงตบไหล่คนรักให้ลุกให้ตาคนที่สองนั่ง เขามายืนกับผม
ตาสองคนทำให้คุณยายเงียบ เขานั่งเปิดหนังสืออ่าน อีกคนมองไปด้านหน้า
รถจอดอีกครั้ง ตรงบริเวณทางเข้าหมู่บ้านซึ่งห่างจากสะพานแม่น้ำมูลไม่ไกล คุณยายต่างพากันลงรถไป โดยมีผม หนุ่มเสื้อช็อป และชายคู่รักเป็นคนขนของลง
รถข้ามสะพานแม่น้ำมูล ลมแรงปะทะหน้า ถึงจะร้อนแต่ผมก็รู้สึกสดชื่น ทุกครั้งที่รถผ่านสะพานตรงนี้ ผมมักจะมองไปด้านขวามือคือทิศตะวันออก ตรงนั้นจะมีเกาะกลางน้ำที่มีต้นไม้หนาตา ตรงนั้นชื่ออะไรผมไม่รู้
เข้าตัวเมืองอุบลแล้ว หนุ่มคู่รักเข้าไปนั่งที่เดิม ผมยังไม่อยากเข้าไปนั่ง คิดเอาว่าเข้าเมืองแล้ว คนอาจเยอะต้องมายืนอีก แล้วก็อยากมองอะไรรอบๆ ส่วนหนุ่มเสื้อช็อป ผมคิดว่า เขาคงไม่นั่ง เพราะคงชินกับการยืนเสียแล้ว
ลุงที่อ่านหนังสือหันหน้าถามอีกคน ตาสองคนคุยกันเรื่องการเมือง แน่นอนผมฟังอยู่ การเมืองในรถประจำทางเป็นเมืองชั่วคราวจริงๆ เพราะไม่นานหลังจากทั้งสองคุยกันแล้ว เริ่มมีการถกเถียงกัน ตาคนที่มีหนังสือกางหนังสือออก อ้างข้อมูลให้อีกคนดู การถกเถียงทางการเมืองในรถประจำทางดำเนินไปโดยที่หนุ่มหน้าหล่อยังหลับอยู่ คู่รักทั้งสองยังนั่งนิ่ง ชายเสื้อช็อปยืนนิ่งเหมือนหิน
การเมืองนี้มีพลังบางอย่างสามารถทำให้คนสองคนหรือหลายๆ คนผิดใจกันได้ แล้วถ้าเกิดว่า ตาสองคนนี้ผิดใจกันจริงๆ แล้วเขาจะไปด้วยกันอีกได้ไหมนะ ผมคิด
รถหยุดอีกครั้ง ตรงนี้มีนักเรียนเดินไปมา ผมมองหาป้ายที่จะบอกว่าที่นี้คือที่ไหน ไม่ทันไรนักเรียนทั้งหญิงชายก็วิ่งขึ้นรถ และปิดฉากการถกเถียงทางานเมืองของตาทั้งสอง นักเรียนหญิงนักที่นั่งจนเต็ม ทำให้นักเรียนชายทั้งสองต้องยืนอยู่ด้านในและท้ายรถอีกคน
จากนั้นรถก็เคลื่อนไป…
แตรถูกกดอีกครั้ง หนุ่มเสื้อช็อปลงแล้ว เขาเดินเข้าไปในซอยเล็กๆ และหายไป
ผมยังยืนอยู่ แดดแรงขึ้นเรื่อยๆ ผมต้องดมยาดมถี่ขึ้น สองข้างทางเต็มไปด้วยผู้คน รถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ ร้านค้า อาคารต่างๆ
นักเรียนกลุ่มนี้ คุยกันสนุกสนาน คำหยาบออกมาบ้าง และถี่ขึ้นตามความสนุกสนานของเรื่อง
และผมเป็นผู้สังเกตอย่างเงียบๆ
ตาอีกคนมองดูเด็กนักเรียนกลุ่มนั้นบ่อยขึ้น คงจะเป็นเพราะคำหยาบหรือคำที่นักเรียนไม่ควรพูดละมั้ง
รถหยุดที่แยกหอนาฬิกา นักเรียนที่นั่งอยู่ต่างทยอยลง ตามด้วยตาสองคนนั้น ผมเข้าไปนั่งละหันไปมองพวกเขา ตาสองคนนั้นเดินตามนักเรียนไปที่ตึกขนาดใหญ่ มันประดับไปด้วยป้ายต่างๆ ผมมองตามจนรถพาผมห่างออกไป
รถก็หยุดที่ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมกาญจนาภิเษก ผมไม่พลาดที่ผมจะชมความสวยงามของอาคารแห่งนี้ หนุ่มหล่อเดินลงไปแล้ว ตอนนี้ในรถเหลือแค่ผมกับคู่รักคู่นั้น ใกล้จะถึงสถานีขนส่งแล้ว สายตาผมยังมองไปรอบๆ อยู่ทุกขณะ
สถานีขนส่งแออัดด้วยรถ ผมมองเข้าไป พร้อมๆ กับรถประจำทางที่ค่อยๆ จอด ผมลงก่อนใคร เดินไปจ่ายเงินให้คนขับ และเดินเข้าไปในอาคาร เสียงเรียกของคนขายตั๋วรถดังระงม คนหนึ่งเดินมาถามผม
“ไปไสคับ”
“ธาตุคับ”
ผมตอบไป แต่ก็ไม่วายหันไปมองรถ ม. แดงคันนั้น คันที่ผมนั่งมา ตลอดเส้นทางที่ผมนั่งมาในรอบนี้ ผู้คนบนนั่น พวกเขามีอะไรไม่เหมือนกัน และเรื่องราวที่ผมสังเกตมาตลอดเส้นทางเป็นเรื่องที่ผมเคยเจอ ไม่เคยเจอ
แต่รอบหน้า และอีกหลายๆ ครั้ง ที่ผมเดินทางโดยรถ ม. แดงนี้ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผมจะเจอเรื่องราวอะไรอีกบ้าง…

You May Also Like